“อชิรวิทย์”ย้ำความเป็นไปได้ “ชมพู่” หลงป่า ชี้คดียากสุด หมดงบฯแล้ว 2 ล้าน

"อชิรวิทย์"ย้ำความเป็นไปได้ "ชมพู่" หลงป่า ชี้คดียากสุด หมดงบฯแล้ว 2 ล้าน

อดีตรอง ผบ.ตร. ย้ำสมมติฐานน้องชมพู่เดินหลงป่าเสียชีวิต เกิดจากความรู้และประสบการณ์ที่เคยทำงานในพื้นที่ ให้รอการชี้มูลเหตุการเสียชีวิตจากศาล เผยคดีนี้ตำรวจสูญงบฯ ไปแล้ว 2 ล้าน ระดมมือปราบ-สอบสวนมือดีทั่วประเทศ เป็นคดีแรกคดีเดียวที่ทำงานยาวนาน และยากที่สุดเท่าที่เคยทำคดีมา

"อชิรวิทย์" ยันเคยทำงานในพื้นที่ บ้านกกกอก

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ออกมาเปิดเผยกับไทยรัฐทีวี ต่อกรณีข้อสมมติฐานการเสียชีวิตของน้องชมพู่ ที่เมื่อ 1 เดือนที่แล้วตนได้ออกมาระบุว่า น้องชมพู่อาจจะเดินหลงเข้าไปในป่าและเสียชีวิตว่า จนถึงตอนนี้ที่คดีสืบสวนสอบสวนมา 60 กว่าวันแล้วนั้น ยอมรับว่าตนได้ติดตามคดีนี้ห่างๆ และไม่ได้เครียด ถือว่าเป็นคดีปกติ แต่อยากจะฝากไปถึงประชานชนและสื่อมวลชนว่าที่ออกมาพูดเหมือนเดือนที่แล้วเพราะเคยอยู่ในพื้นที่ตรงที่เกิดเหตุ รู้จักคนพื้นที่และคนในพื้นที่ว่ามีสภาพสังคมวัฒนธรรมอย่างไร และเคยเข้าไปทำภารกิจจิตวิทยาในสมัยนั้น เมื่อเข้าใจและเห็นสภาพพื้นที่ จึงกล้าที่จะออกมาพูด

ยืนยัน ตร.สอบสวนถี่ถ้วนครบทุกประเด็นแล้ว 

ส่วนคดีน้องชมพู่นั้น ขอย้ำว่าตนไม่เคยสรุปคดี แต่มีสื่อมาสอบถามถึงความเป็นไปได้ จึงบอกไปว่า ถ้าการสอบสวน-สอบสวนแสวงหาพยานและหลักฐานได้ทำอย่างละเอียดถี่ถ้วนครบทุกกรณีแล้ว แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานจะพิสูจน์ความผิดว่าผู้ใดผิดหรือเป็นผู้ต้องสงสัย จึงเหลืออยู่ประเด็นเดียวที่น้องชมพู่อาจจะเข้าไปหลงป่าเอง แต่ที่ผ่านมาก็มีหลายประเด็นที่พูดคุยกัน รวมถึงสื่อไปเปิดประเด็นที่นอกเหนือจากข้อเท็จจริง และกฎหมาย ทำให้คนที่เสพสื่อหลงผิดและเห็นคล้อยไปตามสื่อต่างๆ จนเกิดการวิพากษ์วิจารณ์

ใช้นักสืบ 7 ทีม หมดเงินไป 2 ล้าน 

การทำงาน ตลอดระยะเวลากว่า 60 วันที่ผ่านมา ได้ไปสอบถามกับชาวบ้านที่สนิทเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้สามัคคีธรรมของคนในหมู่บ้านที่เคยอยู่กันอย่างสงบนั้นไม่มีอีกแล้วเพราะต่างคนต่างระแวงกันเองว่าจะใครจะมาให้ปากคำและสัมภาษณ์ใส่ร้ายป้ายสี วันนี้จึงตัดสินใจออกมาให้สัมภาษณ์กับไทยรัฐทีวีอีกครั้ง เพราะกว่า 60 วันที่ผ่านมา ตำรวจได้ใช้ขีดความสามารถทั้งทรัพยากรบุคคล เทคโนโลยี และทีมงานที่เข้มแข็ง มีประสบการณ์ ทั้งทีมงานที่ปฏิบัติภารกิจแสวงหาพยานหลักฐานในป่า ซึ่งสั่งตรงมาจาก 3 จังหวัดชายแดนใต้ ทีมงานสืบสวนสอบสวนมือดีในตำรวจนครบาล-สอบสวนกลาง รวมทั้งหน่วยปราบปรามยาเสพติด และทีมงานที่มีฝีมือดีด้านเครื่องมือ ช่วยให้การสืบสวนได้ข้อเท็จจริงมากที่สุด รวมไปถึงทีมพิสูจน์หลักฐานระดมทรัพยากร 7 ทีม ซึ่งระยะเวลากว่า 60 วันที่สืบสวนคดี หมดค่าใช้จ่ายไปแล้ว 2 ล้านบาท

ยอมรับ "ทำงานยากที่สุด-หมดค่าใช้จ่ายมากสุด"

"จึงอยากให้ประชาชนมั่นใจในกระบวนการทำงานของตำรวจ พร้อมยอมรับว่าคดีน้องชมพู่เป็นคดีแรกและคดีเดียว ที่ตำรวจทำงานยากที่สุด รวมถึงหมดค่าใช้จ่ายมากที่สุดเท่าที่เคยทำคดีมา"

สอบสวน 60 วัน "ไม่มีใครเห็นน้องชมพู่เดินไปกับใคร" 

พล.ต.อ.อชิรวิทย์ ยังกล่าวอีกว่า การสอบสวบและสืบสวนทุกอย่างจะต้องทำภายใต้กรอบกฎหมายโดยยึดพยานและหลักฐานเป็นหลัก เมื่อคดีนี้ขาดทั้งพยานและหลักฐานตำรวจก็จะไปออกหมายจับหรือเรียกใครมาสอบสวนไม่ได้ เพราะจะเกิดความเสียหายกับตำรวจได้ ดังนั้นตำรวจยุคนี้จึงต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมาตามข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย ระเบียบวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้อง แต่คดีนี้กว่า 60 วันที่ผ่านมาไม่มีทั้งพยานบุคคล ประจักษ์พยาน หรือพยานแวดล้อมแม้แต่คนเดียว ไม่มีใครเห็นว่าน้องชมพู่เดินไปกับใคร ซึ่งตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่วัตถุพยาน แต่กว่า 60 วันที่สอบสวนสืบสวนตำรวจได้ปูพรมค้นหาก็ยังไม่พบวัตถุที่ต้องสงสัยว่าในขณะที่น้องชมพู่เสียชีวิตมีใครอยู่ในพื้นที่หรือพาเข้าไปในป่า เพราะถ้ามี ตนเชื่อว่าแม้แต่ชิ้นเดียวก็คงไม่หลุดไปจากสายตาตำรวจ ส่วนวิธีเสาะหาพยานทางไสยศาสตร์นั้นก็ไม่สามารถนำไปพิสูจน์ความผิดในชั้นศาลได้ จึงทำได้แค่ได้ดูได้ฟังและวิพากษ์วิจารณ์กันเท่านั้น

เหลือเพียงสมมติฐาน "เด็กวิ่งตามหมา-หลงป่าเอง"

ดังนั้น จึงเหลือสมมติฐานเดียวที่มีความเป็นไปได้ คือ น้องชมพู่เดินหลงเข้าไปในป่าเองและจากการติดตามข่าวสารก็ทราบมาว่าน้องชมพู่เป็นคนรักสุนัข แมว และก็เป็นปกติของผู้ที่รักชื่นชอบสัตว์ ก็จะวิ่งไล่วิ่งตาม โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุระหว่าง 3-5 ปี จึงตั้งข้อสงสัยว่า "ใครเป็นคนนำน้องชมพู่ไป" ขณะเดียวกันหลังจากที่ตนตั้งสมมติฐานข้อนี้ไปก็ได้ไปค้นคว้าหลักฐานทางวิชาการ ขีดความสามารถทางการแพทย์ของเด็กอายุ 3-4 ขวบ พบว่าพฤติกรรมความสามารถไม่ว่าจะถอดเสื้อผ้า หรือการวิ่งและเคลื่อนไหวเด็กในช่วงอายุนี้จะรวดเร็วมากเมื่อเทียบกับผู้ใหญ่

รอศาลสั่งสำนวนชันสูตร "ตายเอง-ผู้อื่นทำให้ตาย"

และข้อสงสัยสุดท้ายคือ ลักษณะการตายของน้องชมพู่ จากการพิสูจน์ทางนิติเวชครั้งแรก ก็ไม่พบการทำร้ายร่างกาย แต่พบว่าร่างกายขาดน้ำ ตอนนี้ต้องกลับไปดูสำนวนชันสูตรพลิกศพที่ตำรวจจะเสนอต่อศาล เพื่อให้ศาลสั่งในสำนวนชันสูตร รอฟังคำสั่งศาล เพราะเมื่อศาลไต่สวนแล้ว ศาลจะบอกว่าสาเหตุการตายนั้นตายเมื่อไหร่ ตายด้วยวิธีใด และใครทำให้ตาย เพราะเมื่อศาลสั่งแล้วเรื่องก็จะจบลง แต่คดีเมื่อยังไม่มีผู้ต้องสงสัยหรือผู้ต้องหากระทำผิด โดยหลักของการสอบสวนตำรวจจะทำสำนวนแค่นี้ แล้วรอให้ศาลสั่ง ถ้าศาลสั่งออกมาว่าความตายของน้องชมพู่มีผู้อื่นทำให้ตาย นั่นถึงจะมาเปิดสำนวนฆาตกรรมตั้งข้อกล่าวหาว่าฆ่าผู้อื่น

ชี้ 1 ปี หากไม่มีหลักฐานสามารถเสนอปิดคดี

ทั้งนี้ ตนได้สอบถามไปที่หัวหน้าพนักงานสอบสวนคดี แต่ด้วยกระแสของสังคมตำรวจและกระแสสื่อ ได้เปิดสำนวนชันสูตรเพื่อเสนอต่อศาลไต่สวน และสำนวนคดีฆาตกรรมซึ่งถ้าศาลสั่งเป็นอย่างอื่นออกมาแล้วก็ว่ากันไป ก็ต้องปิดสำนวนฆาตกรรม แต่ถ้าศาลสั่งออกมาว่าถูกคนอื่นทำร้ายตาย สำนวนฆาตกรรมก็ต้องแขวนไว้ ทำการสืบสวนสอบสวนไปจนครบ 1 ปี พนักงานสอบสวนยังไม่มีหลักฐานก็จะหยุด โดยทำหนังสือของดการสอบสวนต่อพนักงานอัยการ หากพนักงานอัยการเห็นควรงด คดีนี้ก็ปิดจนกว่าจะมีหลักฐาน พยานใหม่  ข่าวสดใหม่

เชื่อคดีจบ ด้วยกระบวนการของศาล 

อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ข้อสมมติฐานที่ตนตั้งว่า น้องชมพู่เดินตามสัตว์แล้วหลงเข้าไปในป่าเองนั้น จะตรงกับตำรวจตั้งไว้หรือไม่ก็ได้ เพราะในฐานะที่เคยสืบสวนคดีมาหลายสิบคดี มีทั้งคดีเด็กหาย เด็กถูกทำร้ายตาย และในฐานะที่เป็นอาจารย์สอนวิชาสืบสวนสอบสวนให้ลูกศิษย์ ให้กับตำรวจ จึงตั้งสมมติฐานการเสียชีวิตของน้องชมพู่ขึ้นมา และย้ำว่าคดีนี้จะจบอย่างไรนั้นอยู่ที่ศาลจะออกคำสั่งสำนวนชันสูตร ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่นานก็จะจบด้วยวิธีและกระบวนการของศาล

 

ที่มา : www.thairath.co.th

 

ติดตาม ข่าวสดใหม่ ได้ที่เว็บไซต์  www.bcchotnews.com

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *